วังเจ้าเมืองพัทลุง
วังเจ้าเมืองพัทลุง
074-330-255-56
ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
เปิดวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 08.30 น. -16.30 น. ปิดวันจันทร์ อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์

วังเจ้าเมืองพัทลุงตั้งอยู่ริมถนนอภัยบริรักษ์ ในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 6 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 5 ไร่ 3 งาน 75 ตารางวา

วังเจ้าเมืองพัทลุงประกอบด้วย "วังเก่า" และ "วังใหม่" เหตุที่เรียกเรือนที่พักเจ้าเมืองพัทลุงว่า "วัง" นั้น มีผู้อธิบายไว้ว่า เจ้าเมืองคือ ผู้เป็นเจ้าแห่งเมือง มีอำนาจสิทธิ์ขาดในบ้านเมืองโดยได้รับพระราชทานอาญาสิทธิ์จากพระมหากษัตริย์ หรือเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า "กินเมือง" เจ้าเมืองมีอำนาจและฐานะต่างพระเนตรพระกรรณ ย่อมถือเสมอว่าเป็นเจ้า ที่อยู่ของท่านเจ้าเมืองจึงต้องเรียกว่า "วัง" ด้วย.

วังเก่า,

ผู้สร้างและเป็นเจ้าของวัง คือ พระยาอภัยบริรักษ์จักรวิชิตพิพิธภักดีพิริยพาหะ (น้อย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองพัทลุงระหว่างปี พ.ศ. 2412 - 2431 และใช้เป็นที่ว่าราชการเมืองด้วย แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างใน พ.ศ. ใด เมื่อท่านได้กราบบังคมทูลลาออกจากราชการ ด้วยมีความชราภาพและทุพพลภาพจักษุมืดมัวแลไม่เห็นทั้งสองข้าง เข้าใจว่าตาเป็นต้อกระจก ใน พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นจางวางกำกับราชการ (ที่ปรึกษาราชการ) และพระราชทานราชทินนามให้เป็นพระยาวรวุฒิไวยวัฒน์ลุงควิไสยอิศรศักดิ์พิทักษ์ราชกิจนริศศรราชภักดีพิริยพาหะ และท่านก็ยังคงพำนักอยู่ที่วังเก่าจนถึงอนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2446 วังเก่าจึงตกเป็นมรดกแก่บุตรชายของท่าน คือหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจวงศ์) เมื่อหลวงศรีวรวัตรถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2480 วังเก่าก็ตกเป็นมรดกของนางประไพ มุตตามระ และนางลออ จันทโรจวงศ์ บุตรีของหลวงศรีวรวัตร ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของพระยาวรวุฒิไวยฯ ส่วนที่ดินถูกแบ่งให้กับทายาทคนอื่น ๆ แต่ท้ายสุดเหลือผู้มีกรรมสิทธิ์ 3 รายคือ นางประไพ มุตตามระ นางสาวผอบ นะมาตร์ และนายธรรมนูญ จันทโรจวงศ์

วังเก่ามีลักษณะเป็นเรือนไทยแฝดสามหลังติดกันใต้ถุนสูง หลังที่ 1 และ 2 ทำเป็นห้องนอน หน้าห้องนอนของหลังที่ 1 และ 2 ปล่อยเป็นห้องโถงติดต่อกัน ห้องแม่ทานเป็นห้องที่ 3 ลักษณะเป็นห้องยาวครอบคลุมพื้นที่แนวห้องโถงหน้าเรือนหลังที่ 1 และ 2 ด้วย การที่จะเข้าไปยังห้องแม่ทานจะต้องเข้าทางประตูที่ติดกับห้องโถงหน้าเรือนหลังที่ 2 หน้าห้องโถงของเรือนหลังที่ 1 และ 2 เป็นระเบียงลดระดับลงไปจากห้องโถงหน้าห้องนอน ระเบียงยาวเลยไปจนสุดแนวของห้องแม่ทานด้วย แต่ระเบียงส่วนที่เป็นห้องแม่ทานกั้นเป็นห้องเก็บของขนาดเล็กเรียกว่า "ห้องระเบียง" เรือนแฝดทั้งสามหลังจั่วขวางตะวัน จึงหันหลังให้ทิศตะวันออกและหันหน้าส่วนที่เป็นระเบียงไปทางทิศตะวันตก ระเบียงนี้ติดกับชานบ้านหรือที่เรียกว่านอกชาน ซึ่งมีระดับต่ำลงไปจากระเบียงพอที่คนสามารถนั่งห้อยขาได้สบายโดยเท้าไม่สัมผัสพื้นนอกชาน นอกชานมีพื้นที่กว้างสามารถรวมคนได้เป็นจำนวนมาก ด้านทิศใต้ของนอกชานแนวเดียวกับห้องแม่ทานมีเรือนขนาดเล็ก ซึ่งมีห้องนอนเดี่ยวและระเบียงหน้าห้องนอนระดับเดียวกับระเบียงหน้าเรือนแฝดหลังที่ 1 และ 2 เป็นเรือนหลังเล็ก แต่นิยมเรียกว่า "ห้องเล็ก" ระหว่างเรือนหลังเล็กกับเรือนแฝดมีชานขนาดเล็กคั่นอยู่ ชานนี้จึงอยู่ระหว่าง "ห้องระเบียง" กับ "ห้องเล็ก" มีโอ่งมังกรขนาดใหญ่รูปไข่ไว้ให้บ่าวไพร่หาบน้ำจากคลองลำปำมาใส่ไว้ให้เจ้าเมืองอาบ ตรงข้ามกับเรือนแฝดสามหลัง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของชานเรือน เป็นเรือนยาวทอดจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือกั้นเป็นห้อง ๆ ใช้เป็นยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกข้าวสาร ห้องครัว ห้องเก็บของ และห้องสุขา

วิธีการประกอบเรือนใช้ "ลูกสัก" หรือลิ่มไม้เชื่อมยึดแทนตะปู ซึ่งเป็นวิธีของช่างไทยแต่โบราณ ภายหลังการบูรณะ ชานเรือนหายไป แต่มีลานปูกระเบื้องดินเผาเข้ามาแทนที่ เพราะไม้เนื้อแข็งในปัจจุบันหายากและจะมีปัญหาในการดูแลรักษา ภายหลังจึงพิจารณาและบูรณะให้เหมือนเดิมไม่ได้.

วังใหม่,

พระยาอภัยบริรักษ์ฯ (เนตร จันทโรจวงศ์) เป็นผู้สร้างวังใหม่ ภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาอภัยบริรักษ์ฯ เจ้าเมืองพัทลุง เมื่อปี พ.ศ.2431 วังใหม่สร้างขึ้นด้านหลังวังเก่าทางด้านทิศใต้ติดกับคลองลำปำ จึงมีชาวบ้านเรียกวังใหม่นี้ว่า "วังชายคลอง" หรือ "วังใหม่ชายคลอง" แต่ไม่เป็นที่นิยมเรียกเท่าชื่อ "วังใหม่"

วังใหม่เป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลังยกพื้นสูงล้อมรอบชานบ้านที่อยู่ตรงกลางเป็นลานทราย ก่อด้วยกำแพงอิฐกั้นทรายไว้เพื่อยกระดับลานทรายให้สูงกว่าพื้นธรรมดา กลุ่มเรือนไทย 5 หลังประกอบไปด้วยเรือนประธาน ซึ่งเป็นที่พักของพระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร) เจ้าเมือง พร้อมภรรยาเอกและบุตร ลักษณะเป็นเรือนแฝด 2 หลัง ภายในเรือนแฝดมีห้องนอนหลายห้อง ที่ห้องนอนเจ้าเมืองพื้นห้องทำเป็นช่องลับมีกระดานปิดไว้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเจ้าเมืองสามารถหลบหนีลงไปทางช่องนี้ซึ่งจะออกไปสู่ริมฝั่งคลองลำปำ หน้าห้องนอนลักษณะเป็นโถง คงเป็นที่สำหรับเจ้าเมืองว่าราชการโดยมีระเบียงลดระดับลงไปจากห้องนี้อยู่ 2 ด้าน เชื่อว่าเป็นที่นั่งของข้าราชการระดับต่าง ๆ เมื่อเข้าประชุมปรึกษาข้อราชการ ถัดลงไปก็เป็นลานบ้านซึ่งเป็นลานทราย กลางลานทรายมีต้นชมพู่ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง มีแท่นก่อด้วยอิฐรอบเป็นที่นั่ง ส่วนเรือนไทยอีก 4 หลัง ที่ล้อนรอบลานบ้านอยู่นี้ 3 หลังเป็นเรือนขนาดเล็ก มีห้องนอนและระเบียงหน้าห้องเหมือนกันทั้ง 3 หลัง ใช้เป็นที่อยู่ของอนุภรรยาและบุตร อีกหลังหนึ่งเป็นเรือนครัวมีขนาดใหญ่กว่าเรือนเล็กทั้ง 3 หลัง.

เรือพัทลุง,

เรือลำนี้เป็นเรือขนาดเล็ก รัฐบาลกลางได้จัดส่งมาสำหรับใช้ประโยชน์ทางราชการของมณฑลนครศรีธรรมราชสำหรับการติดต่อระหว่างหัวเมืองในทะเลสาบสงขลา อาทิ เมืองชะอวด หัวไทร เชียรใหญ่ ปากพนัง เป็นต้น

โครงสร้างโดยทั่วไปของเรือพัทลุงทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ตัวเรือมีความยาว 13.50 เมตร กว้าง 3.50 เมตร ความสูงจากตัวเรือถึงชั้นที่ 1 สูง 2.0 เมตร จากชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 2 สูง 1.8 เมตร มีเสารับโครงหลังคา เป็นเสาเหล็กกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว หุ้มด้วยแผ่นทองเหลือง หลังคาบุด้วยแผ่นแอสฟัลท์ เชิงชายโดยรอบหลังคาประดับด้วยลายอุบะ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 13.52 ตันกรอส 9.19 ตันเนส เครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาด 75.100 แรงม้า ลักษณะเป็นเรือท้องแบน ตัวเรือเป็นเก๋งชั้นครึ่ง มีดาดฟ้าไว้พักผ่อน ภายในตัวเรือมีห้องพักผ่อน 1 ห้อง มีที่นั่งพักผ่อนด้านท้ายเรือ 1 ที่.

วังเจ้าเมืองพัทลุงสู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ,

พ.ศ. 2524 – บุตรทายาทของพระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร จันทโรจวงศ์) นำโดยนายวิเวก จันทโรจวงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล มอบวังใหม่ให้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีการประกอบพิธีรับมอบวังใหม่เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2526
พ.ศ. 2535 – ทายาทผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินวังเก่าอันได้แก่ นางประไพ มุตตามระ นางสาวผอบ นะมาตร์ และนายธรรมนูญ จันทโรจวงศ์ มอบกรรมสิทธิ์วังเก่าพร้อมที่ดินทั้งหมดให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดูแล ในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2535
พ.ศ. 2536 – สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโบราณสถานวังเจ้าเมืองพัทลุง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2536.

การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน,

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวังเจ้าเมืองพัทลุง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกประกาศขึ้นทะเบียนวังใหม่ก่อน ครั้งที่ 2 ประกาศขึ้นทะเบียนวังเก่า และครั้งที่ 3 ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตวังเจ้าเมืองพัทลุงทั้งหมด สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ในราชกิจจานุเบกษา
เล่มที่ 100 ตอนที่ 88 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2526
เล่มที่ 109 ตอนที่ 90 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2535
เล่มที่ 112 ตอนที่ 98 ง ลงวันที่ 22 กันยายน 2548

interesting
วังเจ้าเมืองพัทลุง
1.วัดวิหารเบิก
2.วัดวัง
3.วัดยางงาม
4.พิพิธภัณฑ์ วังเจ้าเมืองพัทลุง
5.สำนักงานประมงพัทลุง
6.ศูนย์วิจัยและพัฒาประมงน้ำจืดพัทลุง
7.โรงแรมลำปำ รีสอร์ท
แผนที่
การเดินทาง

วังเจ้าเมืองพัทลุงตั้งอยู่ริมถนนอภัยบริรักษ์ ในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 6 กิโลเมตร